ผู้เขียน หัวข้อ: เงินบาท: ปิด 34.84 แข็งค่ากลับไปอยู่ระดับก่อนเฟดขึ้นดอกเบี้ย คาดกรอบสัปดาห์หน้า 34.80-35.00  (อ่าน 144 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1684
    • ดูรายละเอียด
เงินบาท: ปิด 34.84 แข็งค่ากลับไปอยู่ระดับก่อนเฟดขึ้นดอกเบี้ย คาดกรอบสัปดาห์หน้า 34.80-35.00
Friday, March 17, 2017 17:32

          สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 60)--นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 34.84 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่า
จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 34.94/97 บาท/ดอลลาร์
          เย็นนี้เงินบาทปรับตัวแข็งค่าไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้เชื่อว่าเงินบาทคงจะไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้ และน่าจะยังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับนี้ไปจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ หรือปัจจัยแรงๆ ที่จะมี
ผลต่อค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ
          "บาทคงไม่น่าจะแข็งค่าไปกว่านี้ เพราะหมดรอบแล้ว คงต้องรอให้มีปัจจัยใหม่ๆ หรือปัจจัยแรงๆ เข้ามา ตอนนี้ก็ไม่มีตัว
เลขเศรษฐกิจอะไรที่สำคัญ คงต้องไปรอดูการประชุม กนง.ของเราเองช่วงปลายเดือนนี้ ว่าจะมี comment ต่อทิศทางค่าเงิน
บาทอย่างไร" นักบริหารเงิน ระบุ
          นักบริหารเงิน คาดว่า สัปดาห์หน้าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.80-35.00 บาท/ดอลลาร์

          * ปัจจัยสำคัญ

          - ช่วงเย็นนี้เงินเยนปิดตลาดที่ระดับ  113.20/21 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 113.35/50 เยน/ดอลลาร์
          - ส่วนเงินยูโรเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 1.0770 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.0760 ดอลลาร์/ยูโร
          - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,560.98 จุด เพิ่มขึ้น 3.93 จุด (+0.25%) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 46,970 ล้านบาท
          - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,623.52 ลบ.(SET+MAI)
          - ธนาคาร ซี ไอเอ็มบี ไทย คาดว่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า(20-24 มี.ค.) จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.80-
35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
          - ธนาคารธนชาต ตั้งเป้าสินเชื่อรวมปี 60 เติบโต 4-5% จากปีก่อนที่ติดลบ 3% โดยปีนี้ธนาคารจะกลับมารุกตลาดสิน
เชื่อรถยนต์มากขึ้น หลังจากเห็นสัญญาณการเติบโตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หลังจากที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
ขณะที่ยอดขายรถยนต์น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีนี้ อีกทั้งธนาคารยังจะเน้นการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ได้รับอานิสงส์จากการที่ภาครัฐ
เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย
          - นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงว่า การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจาก
ความวิตกเรื่องเงินเฟ้อตามที่นักลงทุนบางส่วนเข้าใจ พร้อมระบุว่า เฟดสามารถรับมือได้หากเงินเฟ้อทะลุเป้า 2% ในระยะเวลา
สั้นๆ และเฟดมีความตั้งใจที่จะรักษาจุดยืนด้านนโยบายการเงินในลักษณะผ่อนคลายต่อไปอีกระยะหนึ่ง พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐ
กำลังเป็นไปในทิศทางที่ดี ทั้งในด้านความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น ซึ่งจะสนับสนุนให้เฟดสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อย
ไป
          - นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสปรับเพิ่มเพดานหนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
เพื่อเลี่ยงไม่ให้รัฐบาลต้องผิดชำระหนี้
          ดังนั้นเพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องผิดนัดชำระหนี้เป็นเวลาชั่วคราว ทางกระทรวงจึงได้เริ่มใช้ "มาตรการพิเศษ" เพื่อจัดสรร
งบประมาณให้กับรัฐบาลในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไป ซึ่งมาตรการพิเศษนี้อาจช่วยให้กระทรวงคลังสหรัฐมีเงินสดเพียงพอเพื่อใช้
ชำระหนี้ที่จำเป็น ไปจนถึงราวช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้โดยไม่ต้องเพิ่มเพดานหนี้
          - กระทรวงพาณิชย์จีนรายงานว่า ยอดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 9.2% เทียบรายปี
สู่ระดับ 5.86 หมื่นล้านหยวน (850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
          ส่วนยอด FDI ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.39 แสนล้านหยวน ลดลง 2.3% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
          - ธนาคารกลางจีน ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การที่ธนาคารกลางได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโครงการเงินกู้ระยะกลาง
(MLF) และอัตราดอกเบี้ยข้อตกลงซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (reverse repo) ในวันนี้ ไม่ใช่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่
เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานในตลาด และไม่ได้หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงจุดยืนด้านนโยบายของธนาคาร
กลาง ซึ่งธนาคารกลางจีนยังยืนยันที่จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินอย่างรอบคอบและเป็นกลาง
          - การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 กำลังจะเปิดฉากในวันนี้ สำหรับประเด็นหลักที่จะมี
การอภิปรายในการประชุมครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นเรื่องการค้าและอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 หลายคนได้แสดง
ความกังวลต่อนโยบายกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรง เนื่องจากเกรงว่ารัฐบาลสหรัฐชุดใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
อาจจะดำเนินนโยบายอันแข็งกร้าวที่นำไปสู่สงครามการค้าและกดดันประเทศอื่นๆในประเด็นนโยบายการเงิน
   
--อินโฟเควสท์ โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--