ผู้เขียน หัวข้อ: สิ่งที่นักลงทุนควรทำ ในช่วงหยุดสงกรานต์  (อ่าน 158 ครั้ง)

thansettakij

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 14
    • ดูรายละเอียด
คอลัมน์ :  พอเพียงอย่างพอใจ / หน้า18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /ฉบับ 3252 ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.2560

 

เทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นเทศกาลตรุษของไทย หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งทุกปีเราจะมีวันหยุดยาวประมาณ 5 วัน เทศกาลนี้รวบรวมวันสำคัญอีก 2 วันคือ วันครอบครัว และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ…

 สำหรับเราคนไทยชาวพุทธที่ยังหมกมุ่นอยู่ในความโลภของตลาดทุน บางท่านอาจจะมองเทศกาลนี้เป็นการพักผ่อน … "long holiday"  บางท่านมองเป็นแค่เทศกาลเล่นน้ำ แย่งกันกินแย่งกันใช้ … บางท่านไปเที่ยวต่างประเทศกับกลุ่มผู้ปกครอง เพื่อนๆ ลูก
 และหลายท่านลืมจุดประสงค์และคนสำคัญที่แท้จริงของวันสงกรานต์

 สำหรับผมกิจกรรมที่เราควรปฏิบัติและสืบทอดคือ การทำบุญตักบาตรและบังสกุลอัฐิบรรพบุรุษ ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และอุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

 การรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ เป็นการอวยพรและขอพรปีใหม่บุคคลที่เราเคารพนับถือ และขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป น้ำที่รดมักเจือกันระหว่างน้ำอบไทยและน้ำธรรมดาเย็นๆ โรยด้วยดอกมะลิ (ส่วนตัวผมชอบกลิ่นของน้ำอบ เพราะทำให้ระลึกถึงคุณยายและศิริมงคลจากบุญกุศลที่ได้ทำ)

 โดยสรุป สงกรานต์คือเทศกาลที่ให้โอกาสเราแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี โดยการเดินทางกลับบ้าน พบปะครอบครัว ญาติมิตร และผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย    เป็นเทศกาลแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ในปีใหม่และขอขมาในความผิดพลาดพลั้งที่เราได้ทำมา …

 เป็นเทศกาลแห่งการให้อภัยซึ่งกันและกัน…

 ความกตัญญูรู้คุณบิดามารดาเป็นกุศลผลบุญ ดั่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เคยเทศน์ "เรื่อง พระอรหันต์อยู่ในบ้าน" ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว     ทุกๆ คนที่นั่งฟังเทศนา ณ ขณะนั้น ต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า

 “พระอรหันต์คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือ แต่กลับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อ แม่ ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน"

 "พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก ท่านมีน้ำใจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน ทนทุกข์ทรมานร่วม 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด มีแต่ความสุขใจ แม้ลูกเกิดมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรักยังสงสาร เพราะท่านคิดเสมอว่านั่นคือสายเลือด ถือว่าเป็นลูก ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น

 ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอพ่อแม่ต่างๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคือง กลับยิ้มร่าชอบใจเพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางครั้งด้วยความโกรธ ความหลง เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือถือโทษเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้า และปากของเรา"

 ปีที่ผ่านมา เราจะรวยขึ้นหรือจนลง จะประสบความสำเร็จหรือพลาดพลั้ง ความรักและห่วงหาอาทรอันบริสุทธิ์ของพ่อและแม่ก็ไม่เคยเปลี่ยน… อย่าปล่อยให้กระแสของโลกทำให้ท่านลืมผู้มีพระคุณ…

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.thansettakij.com/content/140753